การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ จังหวัดเชียงใหม่

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้แทนเมืองเชียงรายกับเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก
 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง วันที่ 8 – 10 ตุลาคม 2563

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์กลางเวียงเชียงใหม่

ได้รับประสบการณ์การจัดการพื้นที่ที่เป็นหัวใจของเมืองจากพื้นที่ประวัติศาสตร์มาสู่พื้นที่เรียนรู้
และสร้างสรรค์ และนำมาเชื่อมโยงถึงเมืองเชียงรายในฐานะเมืองสร้างสรรค์ ซึ่งในเมืองเชียงรายมีอาคาร
ศาลากลางหลังแรกที่ได้ก่อสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก เป็นอาคารที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
เป็นโบราณสถานของกรมศิลปากร และมีพื้นที่โดยรอบเหมาะสมกับขนาดของเมืองเชียงราย การเข้าชม
หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่และอาคารโดยรอบนั้น เพื่อการสร้างประสบการณ์ในการจัดการพื้นที่
ตัวเมืองเชียงรายที่เป็นศูนย์กลางของการริเริ่มสร้างสรรค์จากรากฐานของเมืองอย่างแท้จริง
การศึกษาได้เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ 1.หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
2.พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา และ 3.หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่

ชุมชนวัดศรีสุพรรณ

ได้รับประสบการณ์ในการรื้อฟื้นชุมชนชนโดยวัดเป็นศูนย์กลาง จากหัตถกรรมที่กำลังจะสูญสิ้น
กลายมาเป็นพลังในขับเคลื่อนชุมชน กรณีกลุ่มช่างวัดศรีสุพรรณ นี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า
เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป ระบบชุมชนการผลิตเดิมของล้านนาที่ถูกกำหนดให้ผลิตสินค้า
เพื่อส่งต่อให้กับเจ้าล้านนา เพื่อรวมและกระจายสินค้าแบบรวมศูนย์กลาง แบบรัฐจารีต
นั้นเมื่อระบบการจัดการหัตกรรมได้เปลี่ยนแปลงทำให้การผลิตได้ลดคุณค่าลง และกลายเป็น
ของที่ระลึกเพื่อการการท่องเที่ยวราคาถูกและหมดความนิยมไป การรื้อฟื้นและการต่อยอด
เพื่อให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีแกนนำของพระสงฆ์
ที่เป็นศูนย์กลางความรู้ความศรัทธา ได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จ

บ้านไร่ใจสุข 

การขับเคลื่อนการสร้างสรรค์ของคนธรรมดา จากใจรักสมัครเล่นมาสู่การสร้างสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ด้านหัตถกรรม
บ้านไร่ใจสุข อ.หางดง แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการทอผ้า ของ นุสรา เตียงเกตุ ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญผ้าทอล้านนาที่เปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ สอนผู้ที่สนใจในเรื่องการทอผ้า ทั้งการอนุรักษ์และสร้างสรรค์ มีพิพิธภัณฑ์ผ้า ชมการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ การพัฒนาลวดลาย เทคนิคการทอและสีย้อมต่างๆ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ที่บ้านแห่งนี้จะเก็บผ้าพื้นเมืองไว้แทบทุกสี ทุกลาย ทุกชนิด ปัจจุบันมีเยาวชนเด็กรุ่นใหม่เข้ามาเรียน และมีกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจมาเรียนรู้ด้วย

สล่าแดง 

เป็นผู้ที่กำเนิดที่หมู่บ้านน้ำต้นซึ่งในอดีตนั้นหมู่บ้านแห่งนี้ได้ทำอาชีพปั้นน้ำต้น และ การปั้นผางประติ๊ด (ประทีบที่ชาวพุทธใช้จุดเพื่อเป็นพุทธบูชา) เป็นอาชีพหลักคู่กับการทำเกษตรกรรม จากการได้เห็นและซึมซับการทำน้ำต้นมาตั้งแต่เด็ก และอาศัยเป็นคนช่างสังเกต จึงจดจำเทคนิคด้านการปั้นจากพ่ออุ้ย แม่อุ้ย ในหมู่บ้าน เป็นการฝึกทักษะฝึกฝนงานปั้นมาตั้งแต่วัยเยาว์
เมื่อปีพ.ศ. 2545 สล่าแดงได้เริ่มรื้อฟื้นการทำน้ำต้นรูปแบบต่าง ๆ ตามแหล่งที่ค้นพบ ได้ออกเดินทางไปยังแหล่งผลิตน้ำต้นต่าง ๆ ทั่วภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน มีผลงานวิจัยชื่อ “น้ำต้น” อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอนุภาคลุ่มน้ำโขง เมื่อปี พ.ศ. 2557
จากการค้นคว้าวิจัยน้ำต้นโบราณรูปทรงต่าง ๆ จึงเกิดความรู้สึกกังวลว่าน้ำต้นรูปแบบต่าง ๆ เหล่านั้น จะเลือนหายไปตามกาลเวลา จึงเกิดแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์และฟื้นฟูการทำน้ำต้นตามแบบโบราณ โดยขั้นตอนการทำนั้น ยังคงอนุรักษ์การทำแบบดั้งเดิมไว้ทั้งหมด (ไม่มีเครื่องจักรใด ๆ ในขั้นตอนการผลิต) และมีการต่อยอดออกแบบน้ำต้นเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ลงรักปิดทอง วาดลายไทยลงบนน้ำต้น ประยุกต์เป็นเครื่องใช้ในบ้าน เช่น โคมไฟ เป็นต้น
ปัจจุบันได้เปิดบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์น้ำต้นสล่าแดง และศูนย์เรียนรู้สาธิตการทำน้ำต้นทุกขั้นตอน ให้แก่ผู้ที่สนใจ เยาวชน ทุกเพศทุกวัย เข้ามาศึกษาหาความรู้ด้านการปั้นน้ำต้นตามแบบโบราณ และจัดอบรมความรู้ให้เด็ก(ค่ายเยาวชนลุ่มน้ำวาง) เป็นประจำทุก ๆ ปี
สรุปผลการศึกษาดูงานที่จังหวัดเชียงใหม่
ก่อนเดินทางกลับจังหวัดเชียงราย คณะศึกษาดูงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสรุปเป็นรูปแบบและวิธีการทำงานเพื่อเข้าเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านโดยสรุปว่าเชียงใหม่มีวิธีการที่สอดคล้องกัน 3 รูปแบบ ดังนี้
1. การค้นหาหัวใจ หมายถึงการค้นหาใจของเมืองที่เป็นพื้นที่ทางอุดมคติของเชียงใหม่ (ล้านนา) เป็นที่เกิดของโครงสร้างระบบการผลิตหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านของเชียงใหม่ในรูปแบบการผลิตแบบรัฐจารีตล้านนา ในพื้นที่กลุ่มพิพิธภัณฑ์กลางเวียงเชียงใหม่ที่จำลองย่อความคิดนั้นมาในรูปแบบนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์
2. การแก้ไขปัญหา เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงระบบรัฐจารีตหมดความสำคัญลงชุมชนหัตกรรมดั้งเดิมไม่ได้เป็นสินค้าสำคัญอีกต่อไปชุมชนที่เคยเชื่อมโยงกับเป็นระบบอ่อนแรงลง ในกรณีวัดศรีสุพรรณนี้เจ้าอาวาสได้ใช้วัดเป็นศูนย์กลางการแก้ปัญหาโดยเชื่อมโยงเครือข่ายช่างให้หันกลับมารื้อฟื้นความรู้ของตนและถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่ รวมถึงการหาตลาดให้กับสินค้าหัตถกรรมด้วยสร้างรายได้และการหวนคืนกลับเป็นชุมชนหัตกรรมอีกครั้ง
3. ด้วยใจรัก เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ที่เริ่มจากคนหนึ่งคนรักละชอบเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง ศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ และสร้างองค์ความรู้ทั้งแบบอนุรักษ์และงานสร้างสรรค์ และสร้างเครือข่ายของกลุ่มคนที่รักและชอบในเรื่องเดียวกันผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มในงานหัตกรรม