BANGKOK Learning and Sharing at Bangkok City of Design 16 – 18 October 2020

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ กรุงเทพมหานคร
ระหว่าง วันที่ 16 – 18 ตุลาคม 2563

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC  :Thailand Creative & Design Center) และย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย
ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแหล่งค้นคว้าข้อมูลด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ให้กับสังคมไทย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถของนักออกแบบและผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ Thailand Creative & Design Center (TCDC) เปิดให้บริการที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 และที่เชียงใหม่ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 โดยเป็นหนึ่งในหน่วยงานภายใต้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี TCDC กรุงเทพฯ ปัจจุบันได้ย้ายสถานที่ทำการมายังอาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง และเปิดให้บริการประชาชนในวันที่ 5 เดือนพฤษภาคม 2560 TCDC ไม่ใช่โรงเรียนหรือสถาบันวิจัย แต่มุ่งเน้นการเป็น “มหรสพทางปัญญา” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยผ่านกระบวนการให้ความรู้แบบสากล ตั้งแต่การจัดนิทรรศการ การบรรยาย สัมมนาเชิงปฏิบัติการ ไปจนถึงการเป็นแหล่งค้นคว้าที่ให้ทั้งความรู้ และความบันเทิงเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ที่หลากหลายมิติ อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญของกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ

ความเชื่อมโยงถึงเมืองเชียงรายในฐานะเมืองสร้างสรรค์

TCDC เป็นตัวอย่างของหน่วยงานขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบที่ทำงานร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในการเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ 
TCDC ได้เข้าไปจัดการพื้นที่ชุมชนเก่าที่มีมีคุณค่าที่กำลังอ่อนแรงด้วยความเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่และการแปรเปลี่ยนของศูนย์กลางธุรกิจ ทำให้พื้นที่เจริญกรุงและตลาดน้อย หมดความสำคัญลงซึ่งพื้นที่นี้มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน ตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การออกแบบช่วยให้พื้นที่เก่าที่ยังคงมีคุณค่าพลิกฟื้นกลับมาเป็นพื้นที่ที่ทันสมัยบนฐานของความรู้ชุมชนดั้งเดิม ซึ่งเริ่มจากการศึกษาอนุรักษ์และเข้าใจความหมายของพื้นที่ จากนั้นเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนเพื่อการขับเคลื่อนเปลี่ยนพื้นที่ด้วยการออกแบบ
TCDC ยังเป็นหน่วยงานที่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง และเป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานออกแบประจำปีที่มีชื่อว่า Bangkok Design Week  ซึ่งงาน Design Week นี้เป็นเทศกาลที่เกิดขึ้นทั่วโลกเชียงรายเองนั้นยังไม่เทศกาลทางด้านงานสร้างสรรค์ประจำปีที่เชื่อมโยงกับเทศกาลนานาชาติจึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ

ผลการศึกษาดูงาน

“จากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (พ.ศ. 2398)  มาสู่ยุคอเมริกัน หลัง พ.ศ.  2500 (ภูมิทัศน์เมืองของแม่น้ำมาเป็นเมืองของถนน กลับฟื้นด้วยการออกแบบ)” พื้นที่เมืองสร้างสรรค์ที่กรุงเทพมหานครสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (เดิมคือ ศูนย์สร้างสรรค์งานอกแบบ TCDC) ได้เริ่มจากการรื้อฟื้นพื้นที่(ย่าน) หลังจากที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ย้ายเข้ามาตั้งในพื้นที่ใหม่ย่านเจริญกรุง ซึ่งแต่เดิมนั้นสำนักงานนี้ได้ตั้งอยู่ที่ย่านถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นย่านที่มีกิจกรรมงานออแบบอย่างเข้มข้น แต่เมื่อย้ายมายังพื้นที่ใหม่ การค้นหา ชีวิตจิตใจของย่าน หรือ Sense of Place ได้ใช้วิธีการทำงานร่วมกับชุมชน โดยรอบ ผ่านวิธีคิดของนักออกแบบ ที่คิดเรื่องอรรถประโยชน์ หรือการใช้สอยใหม่ คือการ RE-Design ย่านนี้บนฐานประวัติศาสตร์หรือ อธิบาย Sense of Place ใหม่ ให้เห็นถึงความสำคัญของย่านที่ยังคงต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน สร้างความหมายใหม่ที่สอดคล้องกับความหมายบนพื้นที่เดิม เน้นที่อารมณ์ความรู้สึกของย่านเป็นสำคัญ เครื่องมือที่สำคัญของการทำงานคือ การจัดงาน Bangkok Design Week การจัดงานไม่ใช่แค่กิจกรรมแต่เป็นกระบวนการออกแบบพื้นที่แบบมีส่วนร่วม เป็นกระบวนการทำงานที่ใช้ระยะเวลามาก เพื่อที่จะสร้างให้ชุมชนได้รับผลประโยชน์จากการจัดงานอย่างยั่งยืน  ผลของการทำงานอย่างต่อเนื่องนั้นได้เปลี่ยนแปลงจากย่านที่กำลังซบเซาเพราะ การเชื่อมต่อกับโลกภายนอก (สากล) เศรษฐกิจค้า และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้สอยของเมือง ได้เปลี่ยนแปลงไปยังย่านอื่นแทนการทำงานเพื่อการทำให้ย่านนี้ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ไม่เพียงแค่ย่านเท่านั้นยังหมายรวมถึงการออกแบบและจัดระบบความรู้ใหม่ด้วยเช่นกัน เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์เดิมให้เปลี่ยนรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับรสนิยมร่วมสมัย การจัดระบบร้านอาหารเก่าแก่รสมือดั้งเดิม ที่จะสร้างประสบการณ์ได้ในยุคที่การท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์ สำหรับการเข้ามาศึกษาพื้นที่และวิธีการในสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และย่านตลาดน้อย พบว่า จากที่เชียงรายมีวิธีคิดการจัดการออกแบบพื้นที่สร้างสรรค์ และพื้นที่เมืองแบบศิลปิน ที่เน้นอารมณ์ความรู้สึก ในแบบศิลปะเพื่อศิลปะ (Art for Art’s Sake) มาศึกษาวิธีคิดแบบนักออกแบบที่สร้าง Sense of Place ด้วยระบบการออกแบบจากฐานชุมชน เป็นการออกแบบใหม่จากผลิตภัณฑ์เดิมให้มีชีวิตใหม่ เข้าถึงได้ง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย ในวัฒนธรรมสมัยนิยม (popular Culture)

 การศึกษากรณีชุมชน กุฎีจีน

ชุมชนกุฎีจีน เป็นย่านชุมชนเก่าแก่ของฝั่งธนบุรีที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และยังเป็นย่านชุมชนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรมอย่างมากแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ทั้งชาวไทย จีน ฝรั่ง ญวน มอญ ฯลฯ ที่อพยพจากกรุงเก่ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของคลองบางหลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา [1] จะเห็นได้จากเป็นแหล่งที่ตั้งศาสนสถานที่สำคัญหลายศาสนาทั้ง วัดประยุรวงศาวาส, วัดซางตาครู้ส, ศาลเจ้าเกียนอันเกง, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร และ มัสยิดบางหลวง ตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
ชุมชนกุฎีจีนเป็นชุมชนของชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 แต่ปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสเหล่านั้น แทบไม่เหลือเค้าลางของรูปร่างหน้าตาแบบตะวันตกแล้ว ชุมชนแห่งนี้มีโบสถ์ซางตาครู้ส เป็นศูนย์กลางของชุมชน ชุมชนแห่งนี้มีขนมฝรั่งกุฎีจีนขาย ซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองของชุมชนนี้ และขนมกุฎีจีนถือได้ว่าเป็นขนมพื้นเมืองดั้งเดิมของกรุงเทพมหานคร จัดเป็นขนมโบราณที่ทำสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาหรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยดัดแปลงมาจากขนมหลายชนิดของโปรตุเกสจากตำรับของท้าวทองกีบม้า ชุมชนกุฎีจีนตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่ที่ถนนเทศบาลสาย 1 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ตรงข้ามกับปากคลองตลาดในฝั่งพระนคร

ความเชื่อมโยงถึงเมืองเชียงรายในฐานะเมืองสร้างสรรค์

ชุมชนกุฎีจีน เป็นชุมชนที่เป็นตัวอย่างการรื้อฟื้นชุมชนด้วยประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน และสังคมพหุวัฒนธรรมที่หลากหลายศาสนา ซึ่งเหมาะสมกับจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่เขตในตัวเมืองเชียงราย ประเด็นขนมฝรั่งกุฎีจีน เป็นตัวอย่างที่สร้างการรับรู้เรื่องราวของชุมชนที่สืบทอดวัฒนธรรมการทานอาหารได้เป็นอย่างดี 
 ผลการศึกษาดูงานชุมชนกุฎีจีน
จากพื้นที่ของรัฐจารีตเปลี่ยนแปลงด้วยรัฐชาติสมัยใหม่ (หลังสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง) กลับฟื้นด้วยการการออกแบบจากฐานประวัติศาสตร์ที่มีเป้าหมายเพื่อสุขของชุมชนการศึกษาการทำงานในย่านเก่าแก่ที่สืบเนื่องมาก่อนการตั้งกรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง พื้นที่ย่านกุฎีจีนเป็นพื้นที่ที่มีการศึกษาทางวิชาการประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานมาอย่างต่อเนื่องเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญของการเมืองการปกครองในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ และเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเข้ามาทำงานในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมคือการเข้ามาทำงานเรื่องการพัฒนาเมืองของ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ได้รับการจัดตั้งขึ้นในปี 2555 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยทำงานร่วมกับชุมชนโดยรอบ รวม 6 ชุมชน (ชุมชนวัดกัลยาณ์ ชุมชนกุฎีจีน ชุมชนวัดประยูรวงศ์ ชุมชนบุปผาราม ชุมชนกุฎีขาว และชุมชนโรงคราม)
ความเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของกรุงเทพมหานคร จากการพัฒนาพื้นที่ของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างห้างสรรพสินค้า ใหญ่สองแห่ง การเข้ามาพัฒนาพื้นที่ย่านเก่าของตระกูลนักธุรกิจ การเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน(รถไฟฟ้า) ทำให้พื้นที่ฝั่งธนบุรีที่เดิมเคยเชื่อมต่อด้วยสะพานข้ามแม่น้ำและมีความเจริญเติบโตตามถนนที่เชื่อมต่อสะพาน มาเป็นตามเส้นทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน  ภูมิทัศน์การเดินทางที่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำด้วยเรือที่เคยเป็นขนส่งมวลชนที่ลดการใช้งานอย่างต่อเนื่อง กลับฟื้นคืนกลับมาด้วยการท่องเที่ยว แต่ก็ได้เปลี่ยนแปลงจากท่าเรือเดิมที่อื้อต่อชีวิตชุมชน มาเป็นท่าเรือใหม่ที่เชื่อมกับห้างสรรพสินค้า แทน พื้นที่รินแม่น้ำถูกจัดระเบียบภูมิทัศน์ให้ปกปิดวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิม ไม่ให้เชื่อมต่อกับแม่น้ำด้วยเส้นทางเลียบแม่น้ำและเขื่อนกันน้ำท่วม เพื่อให้การท่องเที่ยวตามแม่น้ำเกิดภูมิทัศน์ที่สวยงามต่อนักท่องเที่ยว  
โครงการขนาดใหญ่ของกลุ่มทุนที่เข้ามาบริหารจัดการแม่น้ำเจ้าพระยาบางโครงการส่งผลต่อชุมชนอย่างมาก ด้วยการสร้างความเป็นเจ้าของกิจกรรมเพียงผู้เดียวโดยที่ชุมชนไม่มีส่วนร่วม แต่ก็ไม่ใช่ทุกกลุ่มทุนที่เป็นเช่นนั้น บางกลุ่มก็เข้ามาสนับสนุนให้เกิดการทำงานในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่นการตั้งมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเมืองก่อเกิด มูลนิธิประชาคมย่านกะดีจีน-คลองสาน ขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นการทำงานวนรูปแบบนิติบุคคลซึ่งจะสามารถสร้างความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนได้ง่ายขึ้น เครื่องมือที่สำคัญของการรื้อฟื้นความเป็นย่านคือ องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันของทั้ง 6 ชุมชน เป็นฐานการบริหารจัดการของศูนย์การออกแบบและพัฒนาเมือง ให้เริ่มที่งานศิลปะ และอาหาร เป็นตัดขับเคลื่อนในเริ่มแรก โดยวิธีการของวิชาสถาปัตยกรรมและผังเมือง เราได้พบวิธีคิดเชิงโครงสร้างของการออกแบบทางสถาปัตยกรรมและผังเมืองที่มีระบบ มองภาพรวมทั้งระบบและจัดการเชื่อมโยงมิติทางสังคมข้าไวด้วยกัน นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือวัดกิจกรรมทางสังคมเช่น วิธีวัดกิจกรรมของเมืองจาการเดินทาง ว่า เมืองแค่เดินได้ หรือเดินได้ดี พื้นที่นี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะให้ “ชุมชนมีความสุข”  ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาดูงานในพื้นที่อื่น ๆ 

ข้อคิดที่ได้จากการศึกษาดูงานในพื้นที่นี้คือ 

1. ความยากในการสร้างความร่วมมือเพื่อจัดกิจกรรม ถึงแม้ว่าชุมชนจะมีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงผูกพันกันไว้ แต่การที่มีระบบการบริหารจัดการพื้นที่ที่มี “อำนาจทับซ้อนในพื้นที่ซ้อนทับ” ระหว่าง ศาสนาที่เป็นเจ้าของพื้นที่และมีระบบริหารจัดการวิถีชีวิตทั้งทางจิตใจและกายภาพ อำนาจของการปกครองส่วนท้องถิ่น และอำนาจรัฐส่วนกลาง ฯลฯ 
2. การทำงานต้องมีเป้าหมายที่ชุมนอย่างชัดเจนว่าต้องมีความสุข 
3. การทำงานที่มีเครื่องมือวัดอย่างหลากหลายมิติทางสังคม

กรณีปากคลองตลาด Strike Back

โครงการของทีม Arch SU หรือ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเคยทำโครงการนี้กับการปลุกตึกเก่า ห้างนิวเวิล์ด ให้คืนชีพหลังจากปิดตาย ด้วยการจัดเป็น Light Installation ผสมการเล่าเรื่องราวของตึกร้าง เพื่อให้ผู้คนในย่านกลับมารู้สึกผูกพันกับตึกนั้นอีกครั้ง และในครั้งนี้ก็เช่นกัน นักศึกษาและอาจารย์จาก Arch SU ได้ร่วมกันค้นหาแนวคิดสร้างสรรค์ครั้งใหม่ เพื่อช่วยให้ย่านปากคลองตลาดที่เงียบเหงากลับมาสนุกคึกคักอีกครั้ง ด้วยการชวนทุกคนมาเดินตามหาดอกไม้ผ่านเทคโนโลยีทันสมัย กิจกรรมทั้งหมดในโครงการนี้ ได้แก่
1. Humans of Flower Market ตามหาภาพถ่าย มนุษย์ปากคลอง
2. Flower Quiz เกมตอบคําถามที่จะทำให้คุณรู้ว่า คุณคือดอกอะไร และจะได้รับแผนที่ออนไลน์เพื่อตามหาดอกไม้ทั้ง 10 จุด สามารถเล่นได้
3. Hide and Seek in Flower Market ผจญภัยตามหาสัญลักษณ์ดอกไม้ผ่าน AR
4. Secret Flower Crown ชวนทุกคนซื้อดอกไม้ที่ปากคลอง แล้วถ่ายรูปส่งมาใน inbox ของแฟนเพจ Humans of Flower Market เพื่อรับฟิลเตอร์มงกุฎดอกไม้ลับ
โครงการ ปากคลอง Strike Back! เป็นกิจกรรมของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร (Arch SU) ทำงานร่วมกับทีม FB Page: Humans of Flower Market และ Splendour Solis โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.), กฎบัตรแห่งชาติ และกฎบัตรรัตนโกสินทร์

ความเชื่อมโยงถึงเมืองเชียงรายในฐานะเมืองสร้างสรรค์

โครงการนี้เป็นเรื่องน่าสนใจในการนำมาประยุกต์กับพื้นที่ตลาดสด ทั่วจังหวัดเชียงรายซึ่งการค้นหาลักษณะเฉพาะของตลาดแต่ละที่มาบริหารจัดการเพื่อสร้างพื้นที่ใหม่ของการสร้างสรรค์ ตัวอย่างนี้คือ การยกระดับพื้นที่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มและเพิ่มทางเลือกของคนรุ่นใหม่ให้หวนกลับมาแหล่งทรัพยากรที่เป็นทุนทางสังคม ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยตลาดดอกไม้นี้สามารถนำมาพัฒนาโครงการสร้างสรรค์เพื่อเชื่อมโยงกับเทศกาลดอกไม้ประจำปี ของเชียงรายที่จัดขึ้นสองโครงการต่อปี

ผลการศึกษาดูงาน ปากคลองตลาด

“เพื่อค้นหา  Sense of place สร้างชีวิตของตลาดที่ถูกทับซ่อนให้กลับมาสู่พื้นที่ชีวิตอีกรูปแบบ”ปากคลองตลาดเป็นพื้นที่รองรับการขนส่งผลผลิตจากภาคตะวันตกของกรุงเทพหานครตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยการขนส่งตามเครือข่ายแม่น้ำลำคลองที่เชื่อมโยมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งผลผลิตที่สำคัญคือดอกไม้ที่เป็นผลผลิตจาก สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครปฐม อาจยาวไปถึงราชบุรี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี  ไม่ใช่แค่ทางแม่น้ำลำคลองเท่านั้น เส้นทางรถไฟก็เช่นกันในสายตะวันตกนั้นมีสายมหาชัยวงเวียนใหญ่ ที่ใช้ขนส่งสินค้าเข้ามายังพื้นที่ตัวเมือง และจากตัวเมืองนี้ยังกระจายไปลำคลอง ในกรุงเทพมหานครอีก 
ตลาดปากคลองตลาด เป็นสถานที่สำคัญของการเลี่ยงเมืองกรุงเทพชั้นใน แม้ว่าดอกไม้จะเป็นของฟุ่มเฟือยที่ชนชั้นสูงต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งปัจจุบันดอกไม้ยังเป็นสัญลักษณ์เชิงคุณค่าทางจิตใจและจิตวิญญาณขอสังคมไทย ซึ่งก็คือจุดหมายปลายทางของศูนย์กลางดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่รวบรวมจากภายในและภายนอกประเทศ การพัฒนาพื้นที่ของท้องถิ่นคือกรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดระเบียบตลาดปาดกคลองตลาดใหม่ ได้ทำให้ระบบการจัดจำหน่ายเดิมที่วางขายอยู่เต็มพื้นที่ทางเท้าหายกลายเป็นซ่อนตัวอยู่ในซอกตึก และการค้าขายแบบออนไลน์ ทำให้ไม่ต้องมีหน้าร้าน ทำให้ sense of place หายไป เครื่องมือที่สำคัญในการทำงานในพื้นที่ เมื่อสถาปนิกเข้ามาทำงานชุมชนในสาขาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น เพื่อใช้กรณีของตลาดปากคลองตลาดนี้เป็นกรณีศึกษา การทงานที่ใช้คนในพื้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพื่อเข้าใจชีวิตของตาดเพราะตลาดมีชีวิตได้ก็เพราะคนเข้ามาสร้าง sense of place ดังนั้น จึงได้เริ่มต้นที่จะเล่าเรื่องผู้คนในตลาดแห่งนี้ ด้วยการสัมภาษณ์ ชีวิต ลงใน FACE BOOK ที่ชื่อ มนุษย์ปากคลอง เมื่อเข้าใจในกลุ่มคนที่แตกต่างหลากหายแล้วพบว่าการหวนกลับคืนนั้นไม่สามารถทำได้ จึงหันกลับมาที่เทคโนโลยีที่จะช่วยให้การเข้าใจในพื้นที่ในรูปแบบใหม่ เริ่มจากการเชื่อมโยงผู้คนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับดอกไม้ ด้วยคำถามว่าคุณคือดอกไม้ชนิดใด  เป็นการเล่นสนุกๆเพื่อสร้างความสัมพันธ์ จากนั้นเมื่อเข้ามาในพื้นที่แล้ว สามารถสร้างพื้นที่ดอกไม้จากเทคโนโลยีเสมือนจริงที่แสกนจาก คิวอาร์โค้ท ให้เป็นมนุษย์ดอกไม้ต่าง ๆ แบบได้ รวมถึงการสร้างสตรีทอาร์ตขึ้นในจุดต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนเข้าไปสัมผัสพื้นที่ร้านค้าและชีวิตของผู้คน(มนุษย์ปากคลอง) ที่ซ่อนตัวหลังการจัดระเบียบของ กทม. ได้ 
ข้อคิดที่ได้จากการศึกษาดูงาน สำหรับเมืองเชียงรายที่มีการจัดงานดอกไม้ เป็นกิจกรรมเทศกาลประจำปี 2 งานด้วยกัน สามารถยืดกิจกรรมของการแสดงดอกไม้ออกไปสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบอาจเกิดจากสิ่งเล็ก ๆ ที่โยงไปถึงการออกแบบสรรพสิ่ง เช่นเมื่อเราเริ่มจากดอกไม้เราอาจเชื่อโยงไปออกแบบสิ่งต่าง ๆ ที่สืบเนื่องจากดอกไม้ได้เช่น แจกัน อาหาร การบูชาพระ เทศกาล และงานศิลปะ คติความความเชื่อ เรื่องดอกไม้มาออกแบบให้มีความเป็นสมัยนิยม 

กรุงเทพเมืองออกแบบที่เราไปเชื่อมสายใยชุมชนด้วยสายน้ำ

การทำงานงานพัฒนาเมืองเพื่อเข้าสู่เมืองสร้างสรรค์ที่เน้นผลลัพธ์ต่อประชาคมในพื้นที่มากที่สุดต้อง
มีความเข้าใจย่านและชุมชน ในกรณีของกรุงเทพเราต้องเข้าใจรากของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์การผลิตและการบริโภค รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจของรัฐด้วย 
กรุงเทพในอดีต  ถูกหล่อเลี้ยงด้วยทรัพยากรจากฝั่งตะวันตกมากกว่าฝั่งตะวันออก โดยฝั่งตะวันตกจะเป็นสวนผลไม้และแหล่งอาหารจำนวนมาก ลำเลียงเข้าสู่พื้นที่เมืองหลวงด้วยแม่น้ำและมาออกที่มีน้ำเจ้าพระยา ทั้งคลองบางกอกน้อยและคลองบางกอกใหญ่ เป็นความสัมพันธ์กับชีวิตผู้คนจำนวนมาก แตกต่างจากฝั่งกรุงเทพที่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับโลกภายนอกเป็นการค้าระหว่างประเทศเป็นสำคัญ กรุงเทพฝั่งตะวันตกที่เป็นธนบุรีเป็นพื้นที่ที่เป็นฐานอำนาจของกลุ่มครอบครัวขุนนางใหญ่ที่ผู้ขาดการค้าในกรมท่าทั้งกรมท่าซ้ายและกรมท่าขวา  เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างรัฐจารีตเดิมกับนานาประเทศ  จวบจนการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง การค้านั้นเป็นไปอย่างมีระบบที่ชัดเจนเกิดโรงภาษีร้อยซักสามขึ้นในฝั่งตะวันออก เป็นการเปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าและเศรษฐกิจของประเทศไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อการเชื่อมต่อการพัฒนาเมืองด้วยระบบรถไฟฟ้า เข้ามายังพื้นที่ เดิมเช่นเจริญกรุง-ตลาดน้อย และฝั่งธนบุรี หลายช่องทางทำให้มีการเข้ามาพัฒนาพื้นที่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง แต่การพัฒนาอาจส่งผลเสียต่อวิถีชีวิตและความสุขของผู้คน 
การทำงานเรื่องเมืองสร้างสรรค์ได้เข้ามามีบทบาทในพื้นที่เจริญกรุง-ตลาดน้อย- ปากคลลองตลาด ในส่วนพื้นที่กุฎีจีนก็ยังมีหน่วยงานที่เป็นสถาบันการศึกษาเข้ามาดำเนินการในพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม ทำให้เห็นถึงเมืองออกแบบของกรุงเทพมหานครที่เริ่มจากสองฝั่งแม่น้ำที่กำลังจะขยายตัวเข้าไปในพื้นที่กรุงเทพฝั่งตะวันออก เช่น อารีย์-ประดิพัทธ์ และเอกมัย-ทองหล่อ หลักฐานที่ชัดเจนในเรื่องนี้เราจะเห็นถึงสัญลักษณ์ของงาน Bangkok Design Week ว่าเป็นรูปแม่น้ำเจ้าพระยา 
 
บทความ: ผศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 2563