PHUKET  Learning and Sharing at Phuket City of Gastronomy – UCCN 23 – 25 November 2020

ภูเก็ตเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร

เมืองภูเก็ต: เป็นเมืองแรกของประเทศไทยที่ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้อยู่ในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ประเภทวิทยาการด้านอาหาร ในปี พ.ศ. 2558 โดยมีจุดเด่นอยู่ 5 ประการคือ
1) ความหลากหลายทางวัฒนธรรม
2) อาหารภูเก็ตเป็นองค์ประกอบสำคัญในทุกเทศกาล
3) อาหารท้องถิ่นเหลายประเภทมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นหาได้เฉพาะพื้นที่เท่านั้น
4) ความเข้มแข็งและความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันวิทยาการในภูเก็ต และ
5) อัธยาศัยที่ดีงามของชาวภูเก็ตในการยินดีต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเมืองเครือข่าย
เทศบาลนครภูเก็ต: เทศบาลนครภูเก็ต เป็นองค์กรภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญ ในการเชื่อมโยงองค์กรเครือข่ายในพื้นที่นครภูเก็ต ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้เข้ามาร่วมกันทำงานในด้านเมืองสร้างสรรค์ จากโจทย์ “3 อ” (อาคาร อาหาร และอาภรณ์) เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และต่อยอดสร้างสรรค์ ศิลปะวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวภูเก็ต การอนุรักษ์อาคารรูปทรงแบบ ชิโน-ยูโรเปียน ที่ผสมระหว่างอาคารแนวยุโรปที่มีลวดลายตามความเชื่อแบบจีนในพื้นที่ย่านเมืองเก่าภูเก็ต การอนุรักษ์อาหารท้องถิ่นและเสื้อผ้าอาภรณ์ดั้งเดิมที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมทั้งแบบจีนฮกเกี้ยน และคนพื้นถิ่นเดิม หรือกลุ่มพารานากัน (บะบ่า/ยะหย่า) จากแนวคิดเมืองสร้างสรรค์ ทรัพยากรทางวัฒนธรรม ด้านอาหารภูเก็ต มีความเป็นอัตลักษณ์โดดเด่น ที่หาทานไม่ได้ที่อื่น และมีความสัมพันธ์กันกับทุกประเพณี ความเชื่อ และเทศกาลท้องถิ่น ดังนั้นอาหารจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ต่อ ทุกเทศกาล ทั้งนี้จึงเป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ของเทศบาลนครภูเก็ต จากการดำเนินงานของเทศบาลนครภูเก็ต ได้เผยแพร่ วัฒนธรรมทางด้านอาหาร อาคาร และอาภรณ์ ผ่านใช้การจัดงานเทศกาลสำคัญ โดยให้ภาคเอกชนและภาคประชาชน รวมทั้งเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม มีการจัดตลาดขายอาหาร ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะเมืองภูเก็ต รวมถึงอาหารสร้างสรรค์ที่เกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรมภูเก็ต พร้อมทั้งมีการจัดการเดินแบบชุดบะบ่ายะหย่า ทั้งแบบโบราณและสร้างสรรค์ใหม่ โดยสถานที่จัดเป็นอาคารโบราณรูปแบบชิโนยูโรเปียน มีการบรรจุหลักสูตรการเรียนทำอาหารโบราณในระดับประถมและมัธยมศึกษา และให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการจัดจำหน่ายอาหาร ในช่วงที่มีเทศกาลสำคัญ
ย่านเมืองเก่าภูเก็ต: ย่านชุมชนที่เต็มไปด้วยอาคารสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ที่ผสมผสานความเป็นศิลปะตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน มีทั้งที่เป็นที่อยู่อาศัย ร้านค้า แหล่งจำหน่ายสินค้าที่ระลึก และอาหารท้องถิ่นภูเก็ต จากการพัฒนาย่านเมืองเก่าและด้านอาหารภูเก็ตทำให้เห็นถึงการดึงดูดโอกาสทางด้านเศรษฐกิจในพื้นที่เมืองเก่า ทำให้ลูกหลานคนภูเก็ต จากการศึกษาและก กลับบ้านเข้ามาสร้างธุรกิจ
พิพิธภัณฑ์เพอรานากันนิทัศน์: อาคารธนาคารชาร์เตอร์ และ อาคารสถานีตำรวจตำบลตลาดใหญ่ บริเวณถนนภูเก็ต ซึ่งเป็นอาคารสองชั้น ทรงชิโนโปรตุกิสที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี สำหรับอาคารเก่าทั้งสองนับเป็นอาคารประวัติศาสตร์ ภายในมีการจัดแสดงนิทรรศการสื่อผสม การกำเนิดของเมืองภูเก็ต วัฒนธรรม และด้านอาหาร
พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว: พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงประวัติและที่มาของชาวจีน ที่อพยพและย้ายถิ่นเข้ามาอยู่จังหวัดภูเก็ต ให้ลูกหลานคนจีน คนไทย รู้จักที่มาของบรรพชนอย่างถูกต้อง เพื่อจะได้ตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริง และเพื่อให้นักท่องเที่ยวและชาวต่างประเทศ ได้มีโอกาสศึกษาและเข้าใจความเป็นอยู่ พฤติกรรม และอุปนิสัยของชาวภูเก็ต รวมทั้งเพื่อเป็นศูนย์รวมของการศึกษา ค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของจังหวัดภูเก็ต
พิพิธภัณฑ์บ้านชินประชา: บ้านชินประชา สร้างขึ้นช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระพิทักษ์ชินประชา(ตันม่าเสียง) ได้สร้างบ้านหลังนี้ตามแบบชิโน-ยูโรเปียน เป็นหลังแรกของจังหวัดภูเก็ต หรือที่เรียกว่า “อังม่อเหลา” ลักษณะโดดเด่นของบ้าน คือ เป็นบ้าน 2 ชั้น ประตูบ้านมีอักษรจีนลงรักปิดทอง หน้าต่างไม้ทำเป็นบานเกล็ดเปิดปิดได้ ตรงกลางบ้านมีสระน้ำเล็กๆ และเปิดโล่งเพื่อระบายอากาศ พื้นกระเบื้องจากอิตาลี บันไดไม้มีลวดลายสวยงาม เครื่องเรือนส่วนใหญ่เป็นไม้ฝังมุกนำมาจากเมืองจีน และวัสดุส่วนอื่นของบ้านส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เนื่องจากการค้าขายทางเรือผ่านเกาะปีนังมายังภูเก็ตในสมัยนั้นเฟื่องฟู เป็นต้น ภายในบ้าน จัดแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของภูเก็ตผ่านข้าวของที่ใช้ในชีวิตของผู้คนชาวภูเก็ต ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา อาทิ เครื่องใช้เครื่องครัวโบราณ ภาพถ่าย ภาพวาด ปัจจุบัน บ้านชินประชา เป็นบ้านของตระกูล “ตัณฑวณิช” ซึ่งผู้เป็นเจ้าของได้อนุรักษ์ตัวอาคารและเครื่องเรือนเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านไว้เป็นอย่างดี โดยมีความมุ่งหวังให้บ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต

ประโยชน์ที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

1) ค้นหาตัวตนคือใครและเป็นประโยชน์กับใคร
โจทย์สำคัญในการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ ต้องหาตัวตนของตนเองให้ได้ว่า ประเภทไหน
ที่จะเหมาะสมกับเมืองของตน และจะสามารถมีประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน เมืองสร้างสรรค์ต้องได้ประโยชน์แก่คนจำนวนมาก สร้างจากวัฒนธรรมวิถีชีวิตของเราเอง การเป็นเมืองสร้างสรรค์แต่สินค้า
ที่เป็นงานสร้างสรรค์นั้นราคาสูงมาก ได้ประโยชน์คนทำกับคนซื้อเท่านั้นคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วม
ซึ่งเชียงรายอาจต้องตั้งคำถามว่าเมืองสร้างสรรค์จะมีประโยชน์อะไรบ้างต่อเมือง และที่สำคัญคือคนในกลุ่มไหนจะได้รับประโยชน์จากการเป็นเมืองสร้างสรรค์นี้ ซึ่งหากหาตัวตนได้เหมาะสม จะทำให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความสะดวกราบรื่น และมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
2) การทำงานด้วยใจรักผ่านประสบการณ์
การตั้งคณะกรรมการทุกระดับถ้าตั้งเป็นเพียงเพราะว่ามีตำแหน่งจะไม่สำเร็จเพราะไม่ไดเป็นคนที่รักที่จะทำงานจริง ๆ ควรตั้งคณะทำงานที่เป็นคนขับเคลื่อนจริง ๆ จึงจะวิธีการที่ดีที่สุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเป็นเมืองสร้างสรรค์จะมีการที่จะต้องจัดส่งรายงานความก้าวหน้าทุก ๆ 4 ปี ซึ่งเป็นความท้าทายที่กล่าวได้ว่า เมืองอาจจะสิ้นสุดสภาพการเป็นสมาชิกได้ กรณีภูเก็ตมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
และได้รับการยอมรับในช่วงที่สองแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่ประสบความสำเร็จในการเป็นเมืองสร้างสรรค์
ที่สามารถ รักษามรดกทางวัฒนธรรมทั้งทางอาหาร อาคาร และอาภรณ์จนเป็นที่รู้จักระดับนานาชาติ รวมถึง
ที่สำคัญคือการกลับบ้านคืนถิ่นของลูกหลานชาวภูเก็ต ที่กลับมาพลิกฟื้นเมืองให้ดำเนินต่อไปด้วยความยั่งยืน
3) การให้ความสำคัญกับเยาวชน
ชาวภูเก็ต ใช้การสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสำคัญในการอนุรักษ์สืบสาน ให้เหมาะสมแก่ยุคสมัย
และกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ผ่านหลักสูตรการศึกษา เช่น การจัดทำหลักสูตร
การทำอาหารภูเก็ต ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะการเรียนรู้ภายในโรงเรียน ทางเทศบาลนครภูเก็ตยังเปิดโอกาสให้ เยาวชนมีพื้นที่ในการจำหน่ายสินค้าภูมิปัญญาทางอาหาร ที่ตลาดเมืองเก่าในช่วงหน้าเทศกาลสำคัญ ในทุกปี
4) ทฤษฎีหมี่ฮกเกี้ยน: การกระจายรายได้จากอาหาร
จากหมี่ฮกเกี้ยน อาหารพื้นบ้านประจำถิ่นภูเก็ต ที่มีเรื่องราวสามารถกระจายรายได้ ไปสู่คนในท้องถิ่น หลากหลายอาชีพตั้งแต่ปลายน้ำ จนถึงต้นน้ำผู้ค้นหาวัตถุดิบ โดยหมี่ฮกเกี้ยนหนึ่งชามสามารถสร้างรายได้ให้แก่ คนผัด คนทำเส้น คนทำแป้ง คนทำลูกชิ้น ชาวสวนปลูกผัก ชาวประมงหากุ้ง เกษตรกรผู้ผลิตไข่ไก่ เป็นต้น ทำให้คนระดับรากหญ้ามีรายได้ อีกทั้งยังได้ยกระดับอาหารผ่านการสร้างบรรยากาศให้เพิ่มมูลค่าและราคาขึ้นด้วย โดยได้สรุปการเรียนรู้ในการเป็นเมืองสร้างสรรค์ของเมืองภูเก็ต
บทความ: ผศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 2563